วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Center One จะกลับมา 'รัชพล ไกรจิรโชติ' เดินฝ่าควัน

Center One จะกลับมา 'รัชพล ไกรจิรโชติ' เดินฝ่าควัน


เซ็นเตอร์ วัน ห้างระดับกลางๆ ที่จัดเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในย่านอนุสาวรีย์ชัย แม้จะมีคู่แข่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างแฟชั่นมอลล์ ทว่าลูกค้ายังคงเลือกเข้ามาตั้งแผงขายของในห้างหนาแน่น มีขาช็อปทั้งขาประจำและทั่วๆ ไป แวะเวียนมายังที่นี่ จนทำให้เซ็นเตอร์ วัน กลายเป็นศูนย์กลางของย่านไปโดยปริยาย
แต่ในเหตุการณ์ที่ลุกลามถึงขั้นเผาเมือง นอกเหนือจากห้างขนาดใหญ่อย่างเซ็นทรัล เวิลด์ ที่ต้องผจญเพลิงแล้ว เซ็นเตอร์ วัน ก็เป็นอีกห้างหนึ่งที่ต้องพบกับความสูญเสีย
โดยมูลค่าความเสียหายที่ร้านค้าทั้งหมดแจ้งไว้คิดรวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณ 360 ล้านบาท มีคนตกงานรวม 520 คน ส่วนห้างเซ็นเตอร์ วัน เองเสียหายประมาณ 350-400 ล้านบาท มีประกันอยู่ราวๆ 100 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นประกันด้านจลาจล
ตัวเลขหลายร้อยล้านบาท ไม่ใช่จำนวนที่น้อยสำหรับเอกชนเล็กๆ รายหนึ่ง แต่ รัชพล ไกรจิรโชติ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน ชอปปิง พลาซ่า ดูจะทำใจได้ระดับหนึ่งแล้ว เขาเพียงแต่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า เสียดายเซ็นเตอร์ วัน ไม่น่าจะถูกเผาเลย หากวันนั้นห้างเปิดตามปกติ เหตุการณ์ต่างๆ คงไม่เกิดขึ้น เพราะทุกคนต้องช่วยกันป้องกันอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ราวๆ 10 คนเท่านั้นเอง
“เรื่องที่เกิดขึ้น ผมว่ามันเป็นเรื่องผสมโรง เราไม่ใช่เป้าหมายแรกๆ ที่ถูกหมายหัวไว้แบบ ZEN ไม่มีการชุมนุมที่ย่านนี้ ไม่มีการประกาศจากแกนนำ
แต่พอเกิดเหตุวันนั้น มีการผลักดันคนออกจากพื้นที่โซนในๆ อย่างราชประสงค์ เขาก็มาบล็อกตรงดินแดง แล้วก็กินเหล้าอยู่ที่นี่ เลยมีพวกผสมโรงเข้ามาทุบขโมยของในเซเว่นอีเลฟเว่น ทุบร้านวัตสัน กินเหล้า ขโมยเหล้า แล้วก็เริ่มครองสติไม่ได้"
รัชพลบอกว่าจริงๆ แล้ว เจ้าหน้าที่ของเซ็นเตอร์ วัน สามารถดับไฟจากการวางเพลิงในรอบแรกได้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงตอนเย็นกับช่วงหัวค่ำ กระทั่งหลังเคอร์ฟิว ไฟก็ลุกขึ้นมาอีก โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกมาตรวจตราได้
ก่อนหน้าที่จะก้าวมาเป็นผู้บริหารในแวดวงห้างสรรพสินค้า และสามารถสร้างความรุ่งเรืองให้ธุรกิจ รัชพลไม่เคยลิ้มลองการบริหารงานด้านนี้ด้วยซ้ำ เขามีงานประจำในฐานะวิศวกร แต่หลังจากทราบว่า เจ้าของห้างเดิมคือ People Plaza ต้องการขาย จึงเกิดความสนใจและเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะย่านนี้ถือเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯ

หากพัฒนารูปแบบห้างให้ดีๆ ย่อมสามารถดึงคนจำนวนมากให้เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าที่นี่ได้ เขาคิด
จึงเป็นที่มาของการร่วมหุ้นกับคนรู้จักที่สนิทสนมและเพื่อนๆ อีกหลายคนมาลงขันทำธุรกิจนี้ ด้วยเงินลงทุนจำนวน 500 ล้านบาท โดยรัชพลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดประมาณ 40% ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ถือเป็นการทำธุรกิจขนาดใหญ่ครั้งแรกและต้องมานั่งเก้าอี้บริหารตัวนี้ครั้งแรกเช่นเดียวกัน
จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2538 หรือเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา รัชพลพลิกภาพดีพารท์เมนท์ สโตร์ที่ไม่ประสบความสำเร็จใหม่ สร้างจุดขายของเซ็นเตอร์ วัน เป็นชอปปิง พลาซ่า มีกิจกรรมต่างๆ เหมือนห้างใหญ่ คือมีกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนมาเดินเที่ยวห้าง มาซื้อของที่เซ็นเตอร์ วันให้มาก เพราะอย่างไรเสีย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือย่านที่อยู่ตรงกลางของกรุงเทพฯ และเป็นทำเลชั้นเยี่ยมมีผู้คนมากมาย
เซ็นเตอร์ วัน จึงเป็นห้างที่อยู่ในสภาพคึกคัก ลูกค้าตรึม ผู้เช่าเต็ม
"เราอยู่ตรงนี้ลูกค้าเต็มตลอด เวลาผมทำงาน ผมก็ทำงานให้ออกมาดีที่สุด พยายามหาลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อดึงลูกค้า เพราะห้างที่เป็นชอปปิง พลาซ่า ไซส์ขนาดนี้ไม่ค่อยมีใครเขาจัดกิจกรรมกันนัก แต่เราจะจัดกิจกรรมตลอด มีงานนั้น งานนี้ เหมือนที่เดอะมอลล์ หรือเซ็นทรัลมี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมาที่ห้างเราเยอะ เพราะคิดว่ามันมีสีสัน
ปรากฏว่ามีคนรู้จักเรามากขึ้นๆ จนถึงทุกวันนี้ ถ้ามาซื้อของที่นี่ ต้องมาที่เซ็นเตอร์วันด้วย ลูกค้าเราอยู่กับเรามาเป็น 10 ปี หรืออยู่กับเรามาตั้งแต่ห้างเปิดก็มี" เขาเล่า
ในห้วงเวลา 15 ปีที่เข้ามาบริหารงาน ได้มีการรีโนเวทห้างครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา คือในปี 2550 ด้วยงบลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงภายในทั้งหมด ให้มีความสดใส และทันสมัยมากขึ้น ก่อนที่จะปรับปรุงอีกเล็กน้อยและถือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดตำนานเซ็นเตอร์ วัน คือเมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมากับการติดตั้งบันไดเลื่อนใหม่ 4 เครื่องด้วยเงินอีกราวๆ 7 ล้านบาท
ในเร็ววันนี้ จะมีการสร้างห้างขึ้นมาใหม่ โดยรัชพลบอกว่า กำลังรอเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและทาง กทม.เข้าตรวจสอบว่าจะต้องทุบทิ้งทั้งหมดหรือไม่
“ตอนนี้เราต้องดูก่อนว่า จะต้องใช้เวลานานไหมในการซ่อมแซม ที่ประเมินไว้อย่างเร็วก็ประมาณ 8-10 เดือน หรืออย่างช้าก็ 1-2 ปี”
สำหรับคอนเซปต์ใหม่หลังจากนี้ รัชพลวางแผนพัฒนาให้ตรงความต้องการของลูกค้าและร้านค้ามากขึ้น โดยเน้นความสดใส และจัดวางผังใหม่ แต่ยังคงจับกลุ่มเป้าหมายเดิมคือ คนทำงานและวัยรุ่น ระดับกลางๆ เอาไว้
"รูปแบบเดิมของเซ็นเตอร์วัน เป็นอะไรที่มันลงตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวอาคารมันเก่า ไม่สะดวกหลายอย่าง จึงคิดว่าคราวนี้คงจะทำให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น
ในแง่คอนเซปต์ เซ็นเตอร์ วัน ยังคงจับกลุ่มลูกค้าคนทำงานและวัยรุ่น แต่คงทำให้ดูหรูหราและดีขึ้น และน่าจะมีความครบถ้วน จัดโซนนิ่งประเภทสินค้าให้เป็นระเบียบมากขึ้น และคงความเป็น ”ชอปปิง พลาซ่า” เอาไว้เหมือนเดิม เพราะนี่คือจุดแข็งที่สำคัญของห้าง" รัชพลวาดแผนใหม่
ดังนั้นแนวทางการฟื้นฟูห้างระยะแรก คือ การเร่งให้หน่วยงานวิศวกร ประกันภัย เข้ามาดูแลและประเมินความเสียหายให้จบ จากนั้นก็จะเริ่มออกแบบและขออนุญาตซ่อมแซม และสเต็ปต่อไปคือ ดูแผนเรื่องความปลอดภัยเต็มที่
"คราวที่แล้วเราป้องกันเพลิงในแง่ที่ว่าไฟไหม้ในตัวอาคาร แต่ไม่ได้คิดว่าจะมีคนมาวางเพลิงแบบนี้ ก็ต้องเพิ่มกำลังความปลอดภัยถึงขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ"

ที่ผ่านมาเซ็นเตอร์ วัน แห่งนี้ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 10 ล้านบาท นั่นหมายความว่าหากเปิดช้ามากเท่าไหร่รายได้ของที่นี่จะยิ่งหายไปมากขึ้น
ก่อนที่จะมาเจอกับเรื่องม็อบและไฟไหม้ ห้างแห่งนี้ก็ได้รับผลจากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส มาแล้ว แต่ถือว่ายังโชคดีกว่าที่อื่น เพราะยังมีคนมาจับจ่ายซื้อของต่อเนื่อง ร้านค้าก็ยังขายของได้
"รวมๆ แล้วที่ผ่านมากระทบแค่ 20% เท่านั้น แต่ครั้งนี้แน่นอนว่ามูลค่าความเสียหายมีสูง" รัชพลกล่าว
สำหรับราคาค่าเช่าพื้นที่ขายของในห้างเซ็นเตอร์ วัน หากเป็นบูธ ราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน แพงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นบาท แล้วแต่ขนาดเล็กใหญ่ของพื้นที่ หากห้างใหม่เปิดบริการได้อีกครั้ง รัชพลกล่าวว่า ราคาก็คงจะยืนอยู่ในระดับนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก
“ปัจจุบันเนื้อที่ความเสียหายมีทั้งหมดประมาณ 8,000 ตารางเมตร คิดเป็นพื้นที่ค้าขายใช้งานจริงๆ ก็ราว 4,000 ตารางเมตร หลังจากที่เราปรับปรุงใหม่เสร็จ คิดว่าราคาค่าเช่าที่นี่คงไม่แพงไปกว่าเดิมมาก”
ในขณะที่ต้องวิ่งเคลียร์ความเสียหายให้ตนเอง รัชพลก็ต้องหาทางช่วยเหลือบรรดาผู้เช่าพื้นที่ในห้างด้วย เขาบอกว่า ร้านค้าส่วนใหญ่จะห่วงเรื่องพื้นที่ค้าขาย เกรงว่า หากสร้างห้างเสร็จแล้วจะไม่ได้พื้นที่ขายอีก ขณะเดียวกันยังเดือดร้อนกับการขาดรายได้ในขณะนี้ เขาจึงจะขอความช่วยเหลือจากภาครัฐให้เข้ามาดูแลโดยเร็ว เพื่อจะได้เปิดห้างได้เร็วขึ้น ช่วยให้คนเหล่านั้นกลับมาค้าขายได้โดยเร็ว
ส่วนใครที่ต้องการเงินมัดจำคืน ก็เรียกคืนได้ ซึ่งล่าสุดมีผู้มายื่นเรื่องกับทางห้าง 351 รายแล้ว และอาจจะมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่
ส่วนขณะนี้ได้พยายามหาที่ขายใหม่ให้ลูกค้าไปพลางๆ ก่อน โดยที่แรกที่มองไว้คือ แฟชั่นมอลล์ ฝั่งตรงข้ามที่นี่แต่ต้องรออีก 1 เดือนจึงจะเข้าไปขายได้ เพราะต้องรอให้เจ้าของเดิมปรับปรุงพื้นที่ก่อน
นอกจากนี้ยังจัดให้บางส่วนไปขายในงานอีเว้นท์กับทางเดอะมอลล์ คือ ที่ไบเทค บางนา
"เราอยากให้เขามีที่ขายก่อน เพราะเขามีภาระต้องรับผิดชอบเช่นกัน ที่แฟชั่นมอลล์ อาจจะมีพื้นที่ไม่เพียงพอกับผู้ค้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีบริเวณสวนหย่อมรอบๆ อนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งทางคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน รับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปคุยให้กับทาง กทม. น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าได้บ้าง"
ในเบื้องต้น รัชพลยังเป็นตัวกลางในการช่วยประสานกับรัฐบาล โดยให้ผู้เช่ามายื่นข้อมูลรวมกันที่เดียว ไม่ต้องกระจัดกระจายไปยื่นกันเอง และเป็นการช่วยรัฐบาลกรองคนที่เดือดร้อนจริงๆ
"คือรัฐบาลเป็นห่วงพวกที่มาผสมโรงเท่านั้นเอง เราอยากให้ทั้งลูกค้าเราและรัฐได้รับความสะดวก เราก็ช่วยเต็มที่ หรือแม้กระทั่งเรื่องสถานที่ เราก็ช่วยเสนอว่าตรงนี้ ตรงนั้นน่าจะดี
หลักในการบริหารงานของผมคือ ตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุด ขยัน และไม่ย่อท้อ
กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็สอนประสบการณ์ใหม่ๆ หลายอย่างเช่นกัน แน่อนว่าจะต้องถูกนำมาใช้กับการทำงานในโอกาสต่อไป เช่น การเรียนรู้ข้อผิดพลาดต่างๆ ทำให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด เป็นต้น”
Tags : รัชพล ไกรจิรโชติ • เซ็นเตอร์วัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น